Article, Knowledge

รู้หรือไม่?! กระบวนการเรียนรู้ มีกี่รูปแบบ และแบบไหนเหมาะกับ e-Learning ที่สุด

ทุกวันนี้ e-Learning ถือว่าเป็นม้ามืด ที่กลับมาฮิตตอนช่วงโควิด-19 เพราะทุกคนกักตัวอยู่ที่บ้านกันหมด จนทำให้เกิดกิจกรรมบนโลกออนไลน์มากมายไม่ว่าจะเป็น ร้อง เล่น เต้น ทำอาหาร หรือทำงานออนไลน์ แต่ที่ปรับตัวกันยกใหญ่ก็เห็นจะเป็นระบบการศึกษาที่ต้องหันมาเรียนออนไลน์กันแบบไม่มีข้อยกเว้น e-Learning มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Electronic Learning คือ กระบวนการเรียนรู้ รูปแบบใดก็ได้ที่มีเทคโนโลยี  อิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่วนร่วม แค่พูดอย่างเดียวอาจจะยังไม่เข้าใจ พวกเรา Visualize Lab จึงได้นำการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ มาอธิบายให้ได้เห็นภาพกันว่าการเรียนรู้แต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร และสามารถนำมาผนวกร่วมกับ e-Learning ได้อย่างไร

Linear Model (สื่อสารแบบทางเดียว)

Linear Model (สื่อสารแบบทางเดียว) คือการส่งสารให้ผู้รับ โดยผู้ส่งจะเป็นคนกำหนดช่วงเวลา จังหวะ และลำดับของข้อมูลที่ถ่ายทอดไปเป็นการส่งสารไปแบบไม่มี Feedback กลับมาจากผู้รับ อธิบายง่าย ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และ หนังสือพิมพ์ Linear Model ถูกจัดว่าเป็นการสื่อสารแบบ passive ซึ่งสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ด้วยกิจกรรม เช่น เกมจับผิดภาพ เกมตอบคำถาม และร้องเพลงช่วยจำ เป็นต้น

Interactive Model (สื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์)

Interactive Model (สื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์) คือ วิธีการสื่อสารที่สร้างขึ้นจาก Linear Model 2 เส้นทางประกอบกัน ทำให้ผู้ส่งและผู้รับ ตอบโต้ข้อมูล ไปมาได้ และผู้รับยังสามารถกำหนดช่วงเวลา ลำดับ และ ความเร็วช้าของการรับข้อมูลได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ห้องแชทออนไลน์ เว็บบอร์ด และวิดีโอคอล Interactive Model จึงถูกจัดว่าเป็นการสื่อสารแบบ Active

Synchronous Learning (การเรียนแบบเชื่อมต่อ)

Synchronous Learning (การเรียนแบบเชื่อมต่อ) หมายถึงการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ผู้สอนและผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับผู้เรียนที่จัดตารางเรียนตามผู้สอนได้ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ชอบการศึกษาตามแบบแผนและชอบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น การเรียนในโรงเรียน การเรียนกวดวิชารอบสด และการสอนผ่านโปรแกรม Zoom Learning (การเรียนแบบไม่เชื่อมต่อ)

Asynchronous Learning (การเรียนแบบไม่เชื่อมต่อ)

Asynchronous Learning (การเรียนแบบไม่เชื่อมต่อ) คือหลักการเรียนรู้ที่ยึดความสะดวกของผู้เรียนเป็นหลัก ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถปฏิสัมพันธ์กัน เวลาต่างกันได้ เป็นทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ตารางชีวิตไม่ยืดหยุ่น แต่จะใช้ได้ดีกับผู้เรียนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น การเรียนกวดวิชาแบบแห้ง (เรียนผ่านการดูวิดีโอ) การดูยูทูป และเรียนผ่านเว็บไซต์ e-Learning ส่วนใหญ่ ซึ่งรูปแบบนี้ที่ถูกพูดถึงมากในปัจจุบัน เพราะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่และทำให้คำขวัญของ e-Learning ที่ว่า “Learn Anytime, Anywhere” เป็นจริง

Individual Learning (การเรียนรู้แบบปัจเจก)

Individual Learning (การเรียนรู้แบบปัจเจก) คือสถานการณ์ที่ผู้เรียนแต่ละคนจะต้องไปให้ถึงเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถูกใช้อย่างมากในการศึกษาแบบดั้งเดิม Individual Learning มักเกิดขึ้นกับการเรียนเป็นกลุ่ม หากองค์ความรู้ที่ได้ไม่เกิดจากกระบวนการของกลุ่ม ตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไปคือ การฟังบรรยาย และค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเอง

Collaborative Learning (การเรียนรู้แบบร่วมมือ)

Collaborative Learning (การเรียนรู้แบบร่วมมือ) คือสถานการณ์ที่คนอย่างน้อยสองคนเรียนรู้บางอย่างไปด้วยกัน ต่างจาก Individual Learning ตรงที่ ผู้เรียนใช้ประโยชน์จากทักษะความรู้ของคนอื่น เช่น การขอข้อมูล การรวบรวมไอเดีย และสังเกตการทำงานของคนอื่น เป็นต้น

Fixed Learning Content (เนื้อหาตายตัว)

Fixed Learning Content (เนื้อหาตายตัว) เมื่อบทเรียนถูกกำหนดไว้ตายตัว ผู้เรียนแต่ละคนจะได้รับเนื้อหาและข้อมูลเดียวกันซึ่งถูกเตรียมไว้โดยผู้สอน และเหลือช่องวางไม่มากสำหรับประยุกต์เนื้อหาให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน พูดง่าย เลยก็การเรียนตามหลักสูตรของโรงเรียน ตัวอย่างเช่น หนังสือเรียนของเด็กประถมมัธยม ก็จะเป็นเนื้อหาเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หรือการเรียนตาม Outline การสอนที่เราต้องตามบทเรียนให้ทัน

Adaptive Learning Content (เนื้อหายืดหยุ่นตามผู้เรียน)

Adaptive Learning Content (เนื้อหายืดหยุ่นตามผู้เรียน) มีหลักการว่าผู้สอนหรือโปรแกรมต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมแก่ผู้เรียนตามเป้าหมาย ความสามารถ ความต้องการ และความรู้ โดยวิเคราะห์จากการทำงานในแต่ละชิ้นงาน ผู้เรียนแต่ละคนจึงได้รับเนื้อหาที่แตกต่าง และเหมาะสมต่อความต้องการความสามารถของแต่ละคน  เช่น การเรียนกับติวเตอร์ตัวต่อต่อ หรือการฝึกนักกีฬาของโค้ชเพื่อลดจุดอ่อนในทีม ปัจจุบันนี้มีเทคนิคการสอนที่เรียนว่า Personalized Learning 

Classroom Learning (การเรียนรู้ในห้องเรียน)

Classroom Learning (การเรียนรู้ในห้องเรียน) คือรูปแบบการศึกษาดั้งเดิมที่ให้ผู้สอนและผู้เรียนได้เจอหน้ากัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงการสอนทุกรูปแบบที่ผู้สอนและผู้เรียนอยู่ในห้องหรือพื้นที่เดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การสอนหนังสือในห้องเรียน การฝึกซ้อมกีฬา และการสอนทำอาหารในครัว


Distance Learning (การเรียนรู้ทางไกล)

Distance Learning (การเรียนรู้ทางไกล) คือรูปแบบการศึกษาที่เอื้อแก่ผู้เรียนที่ไม่อยู่ในห้องเรียน Distance Learning คือการนำผู้สอน ผู้เรียน และเนื้อหาการสอนมาพบกันด้วยช่องทางออนไลน์หรือช่องทางออกอากาศทางดาวเทียม ผู้เรียนสามารถเข้าสู่ห้องเรียนจากที่ไหนก็ได้หากเข้าถึงเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น คอร์สสอนออนไลน์ การสอนออกอากาศทางดาวเทียม และห้องแล็บวิทยาศาสตร์เสมือนจริง (Virtual Lab)

Blended Learning (การเรียนรู้แบบผสมผสาน) เป็นลูกผสมระหว่าง Classroom Learning และ Distance Learning โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ร่วมสมัยและสื่อออนไลน์มาใช้ประกอบการสอน แต่ผู้เรียนยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน และผู้เรียนคนอื่น ยกตัวอย่าง เช่น การฉายวิดีโอให้ความรู้ เกมแบบฝึกหัดในคอมพิวเตอร์ และการนำเทคโนโลยี AR และ VR มายกระดับการสอนให้ทันสมัยมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการเรียนรู้ผ่าน กระบวนการเรียนรู้ ที่เรียกว่า e-Learning นั้นมีหลักการที่ค่อนข้างล้ำลึกและมีรูปแบบที่ไม่ตายตัวจนไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าแบบไหนคือสิ่งที่ดีที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสอนเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวนี้จึงได้ผลตอบรับออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น Visualize Lab จึงให้ความสำคัญกับการจัดทำ e-Learning เป็นอย่างมากตั้งแต่ในขั้นตอนของการย่อยเนื้อหาเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนและจุดประสงค์ในการถ่ายทอดความรู้ การเลือกใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงวิธีการสื่อสารผ่านวิธีการต่าง ๆ ที่หลากหลายไม่ซ้ำซากจำเจ ตอบโจทย์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัลอย่างลงตัว

สนใจติดต่องาน Visualize Lab 

Tel: 094-6969-699
E-mail : hi@visualizelab.com
Line OfficialAccount : https://lin.ee/S3vCqYI

Leave a Comment